วิตามินซีกับประโยชน์ที่คุณคาดไม่ถึง

เขียนโดย biology เมื่อ . หัวข้อ บทความ, บทความปี 2553

วิตามินซีกับประโยชน์ที่คุณคาดไม่ถึง

53-2-1 

                                                                                                                                                           ยุวศรี  ต่ายคำ      
 
          วิตามินซี (vitamin C) หรือที่รู้จักกันดีในชื่อกรดแอสคอบิก (ascorbic acid) เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำได้  มีความจำเป็นต่อการเจริญและพัฒนาของเนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกาย ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมรวมไปถึงมนุษย์ไม่สามารถสร้างวิตามินซีขึ้นเองได้ แต่จะได้รับวิตามินซีจากอาหารที่รับประทานเข้าไป

53-2-2 

สูตรโครงสร้าง กรดแอสคอบิก (Ascorbic acid)


บทบาทสำคัญของวิตามินซีมากมายหลายประการ ยกตัวอย่างเช่น 
 
 1. เป็นวัตถุดิบที่ใช้ในการสังเคราะห์คอลลาเจน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในโครงสร้างของหลอดเลือด เอ็น กระดูก และฟัน 
 2. เป็นสารด้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) ที่มีประสิทธิภาพสุงช่วยปกป้องเซลล์ ทำให้เซลล์อยู่ในสภาวะปกติ 
 3. ช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมแร่ธาตุจากอาหารได้ดียิ่งขึ้น 
 4. มีส่วนช่วยในการสังเคราะห์สารสื่อประสาทจำพวก norepinephrine ซึ่งสารสื่อประสาทดังกล่าวนี้มีส่วนช่วยทำให้มองรับรู้เกี่ยวกับอารมณ์ 
 5. ช่วยในการสังเคราะห์สาร carnitine ซึ่งเป็นสารโมเลกุลขนาดเล็กที่มีส่วนช่วยในการลำเลียงไขมันที่ไมโทคอนเดรียเพื่อเปลี่ยนให้เป็นพลังงาน 
     แก่ร่างกาย 
 6. มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการเมแทบอลิซึมของโคเลสเทอรอล โดยจะช่วยเปลี่ยนโคเลสเทอรอลให้กลายเป็นกรดน้ำดี (bile acids) ทำให้ 
     ระดับโคเลสเทอรอลในหลอดเลือดลดลงได้ 
 7. เสริมภูมิต้านทานและช่วยบรรเทาอาการภูมิแพ้ เนื่องจากวิตามินซีมีคุณสมบัติช่วยต่อต้านสารที่ก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้ได้ 
  
          สำหรับอาหารที่จัดว่ามีวิตามินซีสูง ได้แก่ อาหารจำพวกผักและผลไม้ เช่น ส้ม ฝรั่ง มะละกอ มะนาว กีวี พริกหยวก ผักกาด มะเขือเทศ หน่อไม้ฝรั่งและบล็อคโคลี่ เป็นต้น เนื่องจากวิตามินซีสลายได้ง่ายเมื่อสัมผัสกับอากาศ แสง โลหะหรือความร้อน ดังนั้นส่วนใหญ่วิตามินซีที่มีอยู่ในอาหารจะสูญเสียไประหว่างขั้นตอนของการประกอบอาหาร เช่น ในกระบวนการต้มหรือนึ่งอาหารที่ใช้เวลานานมากเกินไป เช่นเดียวกับการแช่ผักไว้ในช่องแช่แข็งเป็นระยะเวลานานหรือหั่นผักแล้วนำไปแช่น้ำจะทำให้วิตามินซีละลายไปกับน้ำได้ นอกจากนั้นการคั้นน้ำผลไม้รับประทานควรจะคั้นแล้วรับประทานเลยทันที ไม่ควรทิ้งไว้นานเกิน 2 วัน ถ้าเป็นไปได้ควรบริโภคผักและผลไม้สดเพราะจะให้ทำให้ได้รับวิตามินซีในปริมาณที่มากที่สุดได้

53-2-3

53-2-4

ภาพผักและผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง

อาหารแต่ละชนิดมีปริมาณของวิตามินซีแตกต่างกันออกไป ดังตาราง

ตารางสรุปปริมาณวิตามินซีที่ได้รับจากการบริโภคอาหารชนิดต่าง ๆ

  1. มะละกอ

ที่มา : Food and Drug Administration ประเทศสหรัฐอเมริกา

           * อาหารในข้อ 3,8, และ 12 ที่นำมาทดลองหาปริมาณวิตามินซีนั้นได้ผ่านขั้นตอนการประกอบอาหารแล้ว แต่เป็นขั้นตอนที่ผ่านการวิจัยว่าจะสามารถคงปริมาณของวิตามินซีธรรมชาติไว้ได้มากที่สุด แต่วิตามินซีบางส่วนที่อยู่ในอาหารชนิดนั้นอาจสลายตัวไปบ้าง เช่นเดียวกับอาหารในข้อ 2,6,11 ที่ผ่านการหั่นและวิตามินซีบางส่วนอาจสลายไปเนื่องการปฏิกิริยาออกซิไดซ์กับออกซิเจนในอากาศ ซึ่งถ้าเทียบกับอาหารชนิดเดียวกันที่ไม่ผ่านกระบวนการใดเลย จะมีปริมาณวิตามินซีธรรมชาติที่มากกว่า  
  
           ปริมาณวิตามินซีที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันนั้นแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับเพศและวัยแต่โดยเฉลี่ยแล้วไม่ควรรับประทานวิตามินซีเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะหากร่างกายได้รับวิตามินซีในประมาณที่มากเกินไปอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้ เช่น มีอาการปวดท้อง ท้องร่วง หรือท้องอืด ในทางตรงกันข้ามหากร่างกายได้รับวิตามินซีน้อยเกินไปจะส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติต่างๆ เช่น ผมแห้ง ผิวแห้ง เหงือกอักเสบ มีอาการบวมตามข้อต่อ ภูมิต้านทานลดลง แผลหายช้ากว่าปกติ หรืออาจทำให้เป็นโรคลักปิดลักเปิดได้  
  
           นอกจากจะได้รับวิตามินซีจากอาหารแล้ว สำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับภาวะขาดวิตามินซี ก็สามารถเลือกบริโภควิตามินซีในรูปของอาหารเสริมได้ ซึ่งมีทั้งที่สกัดจากธรรมชาติและสังเคราะห์ขึ้นและเนื่องจากวิตามินซีนั้นจะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีหากใช้ร่วมกับฟลาโวนอยด์ (flavonoid) โดย flavonoid จัดเป็นสารสี (pigment) ที่สกัดได้จากพืช เช่น ชา แอบเปิ้ล กระเทียม หอมใหญ่ เป็นต้น เป็นสารที่ละลายในน้ำได้และมีคุณสมบัติช่วยต้านอนุมูลอิสระได้ดีเช่นเดียวกับวิตามินซี ดังนั้นบริษัทผู้ผลิตอาหารเสริมส่วนใหญ่จึงนิยมเพิ่มส่วนผสมของ flavonoid ลงไปด้วย นอกจากนั้นยังมีการผสมวิตามินซีกับแร่ธาตุจำพวก แคลเซียม โพแทสเซียม หรือแมกนีเซียมเพื่อลดความเป็นกรดสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องกระเพาะอาหาร อย่างไรก็ตามเราควรบริโภควิตามินซีให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสมจึงจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ร่างกายมากที่สุดคน     
  
เอกสารอ้างอิง 
 
1. Vitamin C – Linus Pauling Institute (micronutrient research for optimum health) oragon state university(Online). Available :http://lpi.oregonstate.edu/infocenter/vitamins/vitaminC/ (Retrieved 06 / 09 / 2009) 

2. Vitamin C – Mediline Plus (Trusted Health Information for you) encyclopedia (Online). Available : http://www.nlm.nih.gov/medlineplus/ency/article/002404.htm (Retrieved 06 / 09 / 2009)

3. Vitamin C – The world’s healthiest foods  (Online). Available :http://www.whfoods.com/genpage.php?tname=nutrient&dbid=109(Retrieved 06 / 09 / 2009) 

4. Vitamin C – Food Standards Agency (Healthydiet) (Online). Available : http://www.eatwell.gov.uk/healthydiet/nutritionessentials/vitaminsandminerals/vitaminc/#elem220563(Retrieved 06 / 09 / 2009) 
 
5. Vitamin C – Fact Sheet Extension (OhioStateUniversity) (Online). Available : http://ohioline.osu.edu/hyg-fact/5000/5552.html (Retrieved 06 / 09 / 2009) 
  
6. นิตยสาร สสวท. ปีที่ 37 ฉบับที่ 160 (พ.ค. – มิ.ย. 2552) เรื่องบทบาทของวิตามินซีต่อการเสริมสร้างคอลลาเจน

3,241 total views, 0 views today