การพัฒนาคุณภาพการศึกษาของประเทศญี่ปุ่น

เขียนโดย biology เมื่อ . หัวข้อ บทความ, บทความปี 2555

การพัฒนาคุณภาพการศึกษาของประเทศญี่ปุ่น

อรสา ชูสกุล

               ทำไมเราจึงควรเรียนรู้การศึกษาของประเทศญี่ปุ่น ประเทศนี้มีอะไรดีหรือ? หลายคนอาจรู้จักญี่ปุ่นในหลากหลายมุมมอง เช่น ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่น่าไปเที่ยว มีทั้งภูเขาไฟฟูจิ  ดอกซากุระที่บานสะพรั่งในฤดูใบไม้ผลิ การอาบน้ำแร่แช่น้ำร้อนแบบญี่ปุ่น (onsen) รถไฟหัวกระสุนความเร็วสูง (shinkansen) ประเทศที่พ่ายแพ้สงครามโลก ถูกระเบิดปรมาณูทำลายที่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ ความมีระเบียบวินัย ซื่อสัตย์ ตรงต่อเวลา การเคารพผู้อาวุโส ขยัน มานะ และอดทน ของคนญี่ปุ่น โดยเฉพาะเรื่องความมีระเบียบวินัยจะเห็นได้ชัดเจนจากเหตุการณ์การเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ และเกิดสึนามิเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2554 ที่ผ่านมา เหตุการณ์ครั้งนี้ก่อให้เกิดความเสียหายทั้งที่อยู่อาศัย อาคารพาณิชย์ สถานที่สำคัญต่างๆ มีคนตายจำนวนมาก รวมทั้งการขาดแคลนอาหาร น้ำดื่ม แต่คนญี่ปุ่นก็ยังไม่ละทิ้งความมีระเบียบวินัยแม้ในยามที่ประเทศตกอยู่ภาวะวิกฤต ดังจะเห็นได้จากการเข้าแถวรับของบริจาค การเข้าแถวซื้อของในร้านสะดวกซื้อ และการซื้อน้ำดื่มในจำนวนที่จำกัดต่อคนตามที่รัฐบาลขอความร่วมมือ อะไรคือสาเหตุที่ทำให้คนญี่ปุ่นมีลักษณะอุปนิสัยเช่นนี้ คงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าส่วนหนึ่งมาจากการศึกษาซึ่งเป็นรากฐานในการพัฒนาคน และพัฒนาประเทศชาติ

              หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศญี่ปุ่นได้มีการปฏิรูปการศึกษา โดยระบบการศึกษาเป็นแบบ 6-3-3-4  กล่าวคือ ระดับชั้นประถมศึกษา 6 ปี ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น 3 ปี ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย 3 ปี และระดับอุดมศึกษา 4 ปี มีจุดประสงค์หลักเพื่อให้ทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกันทางการศึกษา สำหรับการศึกษาภาคบังคับได้ขยายจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ดังรายละเอียดในภาพที่ 1

55-8-1

ภาพที่ 1 ระบบการศึกษาของประเทศญี่ปุ่น ที่มาภาพ http://www.mext.go.jp/english/introduction/1303952.htm 

          มาตรฐานหลักสูตรของชาติได้ถูกจัดทำขึ้นโดยกระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรม การกีฬา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (The Ministry of Education, Culture, Sports, Science and Technology : MEXT) ซึ่งจะมีการปรับเปลี่ยนทุกๆ 10 ปี   สำหรับมาตรฐานหลักสูตรของชาติที่ใช้ในปัจจุบันเป็นมาตรฐานที่จัดทำเมื่อปี พ.ศ. 2551 โดยมีหลักการดังต่อไปนี้

1) สถานศึกษาสามารถสร้างหลักสูตรสถานศึกษาที่เหมาะสมเองได้ 2) หลักสูตรสถานศึกษาต้องอยู่บนพื้นฐานของมาตรฐานหลักสูตรของชาติ 3) การพิจารณาระดับการพัฒนาทางจิตใจและร่างกาย ในระดับประถมศึกษาแบ่งเวลาเรียน 1 คาบเรียน เท่ากับ 45 นาที และในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย 1 คาบเรียน เท่ากับ 50 นาที  ในการปรับมาตรฐานหลักสูตรของชาติครั้งล่าสุดเมื่อปี พ.ศ. 2551 นั้น ในระดับประถมศึกษาได้เพิ่มจำนวนชั่วโมงเรียนประมาณ 10% ในวิชาภาษาญี่ปุ่น สังคมศึกษา คณิตศาสตร์ และพลศึกษา  ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นก็ได้เพิ่มจำนวนชั่วโมงเรียนประมาณ 10% เช่นเดียวกัน ในวิชาภาษาญี่ปุ่น สังคมศึกษา คณิตศาสตร์ ภาษาต่างประเทศ พลศึกษา ส่วนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจำนวนของหน่วยกิตที่บังคับสำหรับจบการศึกษาอย่างน้อย 74 หน่วยกิต

สำหรับหลักสูตรวิทยาศาสตร์ได้มีการสร้างหลักสูตรตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ซึ่งในการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรแต่ละครั้งได้มีจุดเน้นดังต่อไปนี้ หลักสูตรวิทยาศาสตร์ ปี พ.ศ. 2494 และ 2495 -ผู้เรียนเป็นศูนย์การเรียนรู้ -จากประสบการณ์ในชีวิตประจำวันนำไปสู่การผลิตสื่อการเรียนการสอน -วิธีการแก้ปัญหาโดยศึกษาวิธีการแก้ปัญหาจากประเทศเพื่อนบ้าน หลักสูตรวิทยาศาสตร์ ปี พ.ศ. 2501, 2502 และ 2503 -วิธีการสอนที่เน้นธรรมชาติของการเรียนรู้ -ในระดับประถมศึกษาเน้นหลักการพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ -ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลายเน้นเนื้อหาในแต่ละรายวิชา หลักสูตรวิทยาศาสตร์ ปี พ.ศ. 2511, 2512 และ 2513 -เน้นกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ -การใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ -ให้ความสำคัญกับการคัดเลือก ออกแบบสื่อการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับหลักการพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์

หลักสูตรวิทยาศาสตร์ ปี พ.ศ. 2517 -ปรากฏการณ์ธรรมชาติ  และวิทยาศาสตร์ในชีวิตประจำวัน -วิธีการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน -ผู้เรียนเป็นศูนย์การเรียนรู้ หลักสูตรวิทยาศาสตร์ ปี พ.ศ. 2520, 2521 -การพัฒนาผู้เรียนตามลักษณะธรรมชาติของมนุษย์ -การนำเสนอกิจกรรมในรูปแบบ hands-on การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ และมีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ -เนื้อหาบูรณาการ หลักสูตรวิทยาศาสตร์ ปี พ.ศ. 2532 -เพิ่มการทดลองและการสังเกตมากขึ้น -เพิ่มเนื้อหาเชิงลึกด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันและสังคม -พิจารณาความหลากหลายของสถานการณ์ที่แท้จริงของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา หลักสูตรวิทยาศาสตร์ ปี พ.ศ. 2541 -เน้นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่สนุก -มีชื่อวิชาทางวิทยาศาสตร์ใหม่ เช่น พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์บูรณาการ A วิทยาศาสตร์บูรณาการ B -ปริมาณเนื้อหาลดลง 30% และจำนวนชั่วโมงเรียนแต่ละวิชาลดลง 10% -ปรับปรุงการเรียนการสอนสำหรับนักเรียนเป็นรายบุคคล เพิ่มวิชาเลือกในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และลดวิชาบังคับในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หลักสูตรวิทยาศาสตร์ ปี พ.ศ. 2551 และ 2552 -เพิ่มจำนวนชั่วโมงเรียนในระดับประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษาตอนต้น -เพิ่มกิจกรรมสืบเสาะหาความรู้ การสังเกต ประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์ -จัดกรอบหลักสูตรวิทยาศาสตร์ในเนื้อหาการสอนเรื่อง พลังงาน อนุภาค ชีวิต และโลก นอกจากนี้ญี่ปุ่นก็ได้กำหนดจุดประสงค์ของการเรียนวิทยาศาสตร์ในภาพรวมไว้ดังนี้ 1) เพื่อให้ผู้เรียนสามารถคุ้นเคย สังเกต ปรากฏการณ์ธรรมชาติ 2) เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีความสามารถแก้ปัญหา 3) เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เข้าใจปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่างถ่องแท้ 4) เพื่อให้ผู้เรียนมีวิธีการคิดทางวิทยาศาสตร์

          จากจุดเน้นของหลักสูตรวิทยาศาสตร์ประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา จะเห็นได้ว่าประเทศญี่ปุ่นได้ปลูกฝังเยาวชนของชาติซึ่งจะเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ในอนาคตให้รู้จักการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน เนื้อหาที่นักเรียนได้เรียนในห้องเรียนสามารถเชื่อมโยงมาสู่การปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวันได้ รวมทั้งเนื้อหาเชิงลึกด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันและสังคม จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศที่พ่ายแพ้สงครามโลก เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิถูกทำลายจากการทิ้งระเบิดปรมาณู ทำไมวันนี้ถึงได้กลับกลายมาเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วและอยู่ในอันดับต้นๆ ของโลก หรือแม้แต่เหตุการณ์สึนามิเมื่อเร็วๆ นี้ ประเทศญี่ปุ่นก็ได้พิสูจน์ให้ประเทศอื่นๆ ได้เห็นแล้วว่าภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นไม่สามารถทำให้คนญี่ปุ่นเปลี่ยนแปลงลักษณะนิสัยที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองได้   เราคงต้องเจาะลึกเพื่อเรียนรู้ประเทศนี้ให้มากยิ่งขึ้น

เอกสารอ้างอิง

    1)      Ministry of Education, Culture, Sports, Science and Technology (MEXT) (2011). Principle Guide Japan’s Educational system. Retrieved fromhttp://www.mext.go.jp/english/introduction/1033952.htm (22/05/2012)

1,729 total views, 0 views today